English
  เกี่ยวกับ MFC
ความเป็นมา
Investor Relations
การกำกับดูแลกิจการ
  หนังสือบริคณห์สนธิ
  จรรยาบรรณการประกอบธุรกิจ
  คณะกรรมการบริหาร
  คณะกรรมการตรวจสอบ
  คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
  คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
  คณะกรรมการด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี
  รายงานผู้ถือหุ้นของกรรมการและผู้บริหาร
  รายงานการกำกับดูแลกิจการ
  รายงานการประเมินผล CG บริษัทจดทะเบียนไทยปี 2548
  นโยบายการใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
  รายงานสรุปการใช้สิทธิออกเสียง
  Website ที่เกี่ยวข้องกับ CG
โครงการเพื่อสังคม
  โครงการ MFC Talent Award
  โครงการ MFC Website's activities awards
สมัครงาน
แผนที่ MFC
 

การใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

 


 


นโยบายการใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นโดยบริษัทจัดการในนามกองทุน

 

        เพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการดำเนินการ ที่สอดคล้องกับกฎระเบียบของทางการ เพื่อประโยชน์ของกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเป็นการสนับสนุนบรรษัทภิบาล บริษัทจึงกำหนดแนวทางในการปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ สน. 1/2548 เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นโดยบริษัทจัดการ ในนามกองทุน และการเปิดเผยข้อมูล และประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ อน. 1/2548 เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นโดยบริษัทจัดการในนามกองทุน และการเปิดเผยข้อมูล ดังนี้

1.
ขั้นตอนการพิจารณาวาระ
     วาระการประชุมผู้ถือหุ้น จะต้องผ่านการพิจารณาขั้นต้นจากฝ่ายบริหารกองทุน / ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ หากวาระการประชุมเป็นวาระทั่วไปในเรื่องที่ไม่มีผลกระทบต่อ ผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ให้ทางฝ่ายบริหารกองทุน / ฝ่ายวิจัยและ กลยุทธ์ สามารถพิจารณาเสนอความเห็นได้ตามปกติ แต่หากมีวาระที่มีผลกระทบ ต่อผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีวาระที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทจัดการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้ทางฝ่ายบริหารกองทุน / ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ นำวาระดังกล่าวเข้าการประชุมคณะกรรมการการลงทุน เพื่อขอมติไปออกเสียงใน การประชุม
2.
การจัดสรรบุคคลเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น
     บริษัทจัดการสามารถมอบหมายให้พนักงานของบริษัทจัดการ หรือกรรมการอิสระของบริษัทที่กองทุนลงทุนเป็นผู้ใช้สิทธิตามที่บริษัทมีมติมอบไว้ให้เป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ในการประชุมที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควรมอบหมายให้ทางฝ่ายบริหารกองทุน / ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว
3.
เกณฑ์การใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
     เพื่อให้เกิดความชัดเจนในแนวทางการใช้สิทธิออกเสียงอย่างเป็นอิสระในเรื่องที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประโยชน์ของกองทุน และสามารถแสดงได้ว่าบริษัทรักษาผลประโยชน์สูงสุดให้แก่กองทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ต้องใช้สิทธิออกเสียงเพื่อกองทุนที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทจัดการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง จึงให้คณะกรรมการการลงทุนเป็นผู้กำหนดรายละเอียดในการไปใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุม ผู้ถือหุ้นในนามกองทุน ทั้งนี้ให้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของกองทุนเป็นสำคัญ รวมทั้งให้เป็นไปตามกฎระเบียบของทางการ
4.
ขั้นตอนการตรวจสอบการดำเนินการในการใช้สิทธิออกเสียง
     บริษัทจัดการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทจัดการในการไปใช้สิทธิออกเสียง ต้องกลับมาจัดทำรายงานการใช้สิทธิเป็นรายเดือนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 ของทุกเดือนพร้อมทั้งแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบ และให้ ผู้ดูแลการปฏิบัติงานตรวจสอบการดำเนินการใช้สิทธิออกเสียงตามแนวทางที่บริษัท จัดการกำหนดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) เพื่อพิจารณาก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท ต่อไป
5.
ระยะเวลาในการจัดเก็บเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการใช้สิทธิออกเสียง
     บริษัทจัดการจะจัดเก็บเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการใช้สิทธิออกเสียงเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ใช้สิทธิออกเสียง

แนวทางการใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

         เพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเป็นการสนับสนุนบรรษัทภิบาล รวมทั้งให้เป็นไปตามกฎระเบียบของทางการ บริษัทจึงได้กำหนดแนวทางพิจารณาออกเสียง ดังนี้

1) บริษัทจัดการจะใช้สิทธิออกเสียง ”เห็นด้วย” สำหรับวาระการประชุมที่บริษัทจัดการพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นหรือมูลค่าหุ้น
2) บริษัทจัดการจะใช้สิทธิออกเสียง ”เห็นด้วย” สำหรับวาระการประชุมปกติทั่วไป
3) บริษัทจัดการจะใช้สิทธิออกเสียง ”ไม่เห็นด้วย” สำหรับวาระหรือประเด็นการประชุมที่บริษัทจัดการพิจารณาแล้วคาดว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิหรือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
4) บริษัทจัดการจะใช้สิทธิ “งดออกเสียง” สําหรับวาระหรือประเด็นใดๆ ที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอในการพิจารณาตัดสินใจ
5) บริษัทจัดการจะใช้สิทธิ “งดออกเสียง” ในกรณีที่มีประเด็นที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทจัดการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

        นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในแต่ละเรื่องเพื่อให้ฝ่ายบริหารกองทุน / ฝ่ายวิจัย ได้มีแนวทางในการพิจารณาวาระขั้นต้นโดยจะใช้สิทธิออกเสียง “เห็นด้วย” ดังนี้
1.
ฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และการจ่ายเงินปันผล
  • บริษัทมีการจัดทำงบการเงินเป็นไปตามมาตรฐานบัญชี
  • งบการเงินได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีอย่างไม่มีเงื่อนไข หรือไม่มีข้อสังเกตในลักษณะที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับงบการเงินหรือมีส่วนใดที่แสดงข้อมูลไม่ถูกต้อง
  • พิจารณาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับปีที่ผ่านมาว่า มีความสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ และภาวะของอุตสาหกรรม
  • การจ่ายเงินปันผล ให้เป็นไปตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท โดยจัดสรร ให้เป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนดไว้สำหรับ หุ้นบุริมสิทธิ และการพิจารณาจ่ายเงินปันผลต้องไม่กระทบกับสถานะการเงินของบริษัท โดยไม่มีการกู้เงินมาจ่ายปันผล หรือจ่ายปันผลทั้งที่ผลการดำเนินงานขาดทุน
2.
การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์สำคัญ การซื้อขายให้เช่ากิจการ การควบหรือรวมกิจการการจ้างบริหาร และการครอบงำกิจการ
  • การลงทุนเน้นประโยชน์ของผู้ถือหุ้น โดยให้บริษัทได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนนั้น
  • พิจารณาวิธีที่ใช้ในการประเมินราคาของสินทรัพย์ที่เข้าลงทุน ให้เป็นไปตามมาตรฐานของอุตสาหกรรม เช่น วิธีการประเมิน ด้วยวิธี Book Value, DCF และตรวจสอบอัตราผลตอบแทนการลงทุน ระยะเวลาคืนทุน (โดยใช้เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม) และการประเมินมูลค่าของทรัพย์สิน กระทำโดยผู้ประเมินอิสระซึ่งมีความน่าเชื่อถือ
  • พิจารณาแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการลงทุน และผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทภายหลังการลงทุนโดยเฉพาะสัดส่วน D/E
  • พิจารณาว่าการลงทุนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริหารและกรรมการของบริษัทหรือไม่ ในกรณีที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบส่วนได้เสียของผู้บริหารและกรรมการว่าต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิหรือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
3.
การแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ
  • กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ รวมทั้งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในธุรกิจ และไม่มีข้อพิพาททางกฎหมาย และไม่มีประวัติเสื่อมเสีย
  • กรรมการไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ต่อบริษัท และไม่เป็นกรรมการในบริษัทที่เป็นคู่แข่ง
  • พิจารณาจำนวนของกรรมการให้เหมาะสมกับความจำเป็นและประเภทธุรกิจ โดยพิจารณาสัดส่วนจำนวนกรรมการอิสระให้เหมาะสมกับจำนวนกรรมการ ทั้งนี้เพื่อช่วยสร้างสมดุลการตัดสินใจ
  • พิจารณาว่ากรรมการได้มีการทำหน้าที่อย่างเหมาะสม เช่นอาจพิจารณาจากจำนวนครั้งที่เข้าร่วมประชุมกรรมการ การขาดประชุมบ่อยครั้ง ควรมีเหตุผลอันสมควร
4.
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนกิจการ เช่น การเพิ่มทุน การลดทุน การไม่เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ ถือหุ้นเดิม การปรับโครงสร้างหนี้ และการออกหุ้นกู้
  • ในการปรับโครงสร้างเงินทุนกิจการ เช่นการออกหุ้นกู้ การเพิ่มทุน หรือการ refinance ให้พิจารณาความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของการปรับโครงสร้าง วัตถุประสงค์ของการใช้เงิน แผนการดำเนินงาน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทและผู้ถือหุ้นจะได้รับ และต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิหรือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
  • การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้ภาระหนี้สิน ของบริษัทสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันควร เช่นเกินกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกัน
  • การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องทำให้บริษัทมีสถานะที่ดีขึ้นไม่ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น หรือภาระการชำระดอกเบี้ยของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น หรือทำให้ความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นต่ำลง อย่างผิดปกติ หรือกระทบกับ cash flow อย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งนี้ต้องคำนึงต้นทุนและผู้ถือหุ้นในกรณีที่ออกหุ้นกู้แปลงสภาพ ผลกระทบต่อราคาหุ้นในกรณีใช้สิทธิแปลงเป็นหุ้นสามัญ
  • ในกรณีที่นำเงินที่ได้ไปใช้ขยายงาน หรือลงทุนเพิ่ม ต้องพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ความคุ้มค่าของผลตอบแทนของโครงการและระยะเวลาการคืนทุน รวมทั้งความเสี่ยงอันเกิดจากการขยายงานนั้น จะต้องเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นหรือมูลค่าหุ้น
  • ในกรณีเพิ่มทุน ต้องพิจารณาถึงวิธีการจัดสรรหุ้น การกำหนดราคาหุ้น โดยหากไม่ได้จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิม ให้พิจารณาถึงการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ การกำหนดราคาขายหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเดิมควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่ต่ำจนเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับราคาตลาด
5.
การจ่ายตอบแทนพิเศษให้แก่กรรมการ การเสนอขายหลักทรัพย์แก่กรรมการและพนักงาน
  • การจ่ายค่าตอบแทนให้กรรมการต้องสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของบริษัท ทั้งนี้ควรพิจารณาเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมซึ่งควรอยู่ในระดับที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กรรมการที่มีคุณภาพทำงานให้บริษัท แต่อย่างไรก็ตาม การจ่ายผลตอบแทนดังกล่าวต้องไม่ส่งผลกระทบด้านลบ ต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจนไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้
  • การจัดสรรการให้สิทธิแก่กรรมการและพนักงานในการซื้อหุ้นของบริษัท ไม่ควรเกินคนละ 5% ของจำนวน ESOP ที่เสนอขายทั้งหมดต่อปี หากให้สิทธิมากกว่านั้นบริษัทควรมีการอธิบายเหตุผลประกอบเป็นรายบุคคล ซึ่งการให้สิทธิดังกล่าวขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสถานการณ์
  • ให้พิจารณาถึงผลประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับจากการออก Warrant หรือ ESOP และผลกระทบของการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิม (Dilution effect) ไม่ควรเกิน 5% ในแต่ละปีที่สามารถใช้สิทธิ
  • การจ่ายผลตอบแทนดังกล่าวต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานกับบริษัทในระยะยาว ดังนั้นควรพิจารณาระยะเวลาการใช้สิทธิ สัดส่วนจำนวนหุ้นที่ใช้สิทธิในแต่ละปีและราคาที่ใช้สิทธิให้เหมาะสมโดยใช้ราคาตลาดเป็นตัวเปรียบเทียบ
6.
การทำรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับผู้ถือหุ้นและบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
  • การทำรายการดังกล่าวจะต้องสมเหตุสมผลและเป็นประโยชน์ต่อบริษัท สามารถชี้แจงความจำเป็นที่จะต้องทำรายการดังกล่าว และมีเงื่อนไขของรายการ เป็นหลักเกณฑ์ปกติและเป็นธรรม
  • รายละเอียดเงื่อนไขและราคา สามารถอ้างอิงเปรียบเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรม หรือเทียบเคียงจากบุคคลภายนอกที่น่าเชื่อถือ
  • มีการเปิดเผยข้อมูล ความสัมพันธ์ของบุคคลที่เกี่ยวโยง
  • พิจารณาความเห็นของที่ปรึกษาการเงินประกอบ
7.
การแต่งตั้งและถอดถอนผู้สอบบัญชีของบริษัท
  • ผู้สอบบัญชีต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่กำกับดูแล และไม่มีประเด็นสงสัยในความน่าเชื่อถือหรือความเป็นอิสระของสำนักงานสอบบัญชีหรือผู้สอบบัญชี เช่น มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทหรือผู้บริหารบริษัท ฯ อย่างมีนัยสำคัญ
  • เปรียบเทียบค่าสอบบัญชีกับปีที่ผ่านมา และเทียบกับอุตสาหกรรม โดยพิจารณาเหตุผลชี้แจงของการปรับค่าสอบบัญชีที่เพิ่มขึ้น
  • ให้สอบถามสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงผู้สอบบัญชี
8.
การแก้ไขข้อบังคับของบริษัท
  • ต้องมีความถูกต้องและสอดคล้องกับสิ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้พิจารณาอนุมัติไปแล้วในวาระก่อนหน้า
9.
วาระอื่น ๆ
  • กำหนดให้งดออกเสียง หากมีการเพิ่มวาระพิจารณาโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อป้องกันการแทรกวาระที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
10.
แนวทางสำหรับกรณีอื่น ๆ
  • หากมีวาระหรือข้อพิจารณาอื่น ให้ถือหลักเป็นประโยชน์โดยรวมต่อผู้ถือหุ้นและบริษัทเป็นสำคัญ โดยพิจารณาถึงรายละเอียดและความเหมาะสมแล้วแต่กรณีไป

 

:: หน้าแรก :: รู้ทันข่าว :: กองทุนของเรา :: ศูนย์บริการ :: รู้ก่อนลงทุน :: รู้จัก MFC :: สำหรับสมาชิก :: ติดต่อ MFC :: แผนผัง :: คำเตือน :: สมัครงาน ::  
© Copyright 2005 MFC Asset Management Public Company Limited | All Rights Reserved.